ราชอาณาจักรแมว ตอนที่ ๑

พระเจ้าทองม้วนแห่งราชอาณาจักรแมวซอยหก
……………………………………………………………………………………………………………..
๑.วัฒนธรรมแมว
แมวเกิดมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครรู้แน่ชัด นิยายปรัมปราที่บรรพบุรุษของแมวเล่าสืบๆต่อกันมามีหลายฉบับ ขึ้นอยู่กับว่าแมวที่เล่าอยู่ในที่ใดของโลก มีความเชื่อที่แตกต่างกัน เพราะประสบการณ์ทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ แมวมีผู้รับใช้เดียวกันคือมนุษย์ หรือคน หรือ ที่ภาษาแมวเรียกว่า “เหมียว” แมวทุกชาติทุกวัฒนธรรมจะเรียกผู้รับใช้ด้วยคำๆเดียวหมด อาจมีเพียงคำนี้เท่านั้นที่แมวออกเสียงเหมือนกัน ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลก จึงทำให้เชื่อว่า แมวมาจากที่เดียวกันและเกิดมาพร้อมๆกับพวกมนุษย์ หรือผู้รับใช้ของแมว
คำว่าเหมียวจึงเป็นคำแรกที่แม่แมวสอนให้ลูกพูด เพราะเมื่อจะเอาอะไรก็จะเรียกผู้รับใช้ด้วยคำนี้ ผู้รับใช้ก็จะเรียกมาหาทันที หรือเมื่อผู้รับใช้จะเอาอะไรมาให้ ก็จะพูดคำว่า “เหมียวๆ” เสมอ เพื่อบอกให้แมวรู้ว่า ตนมาแล้ว
นี่เป็นคำบอกเล่าที่สั่งสอนกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จากพ่อแม่สู่ลูกเป็นชั้นๆไป ในราชอาณาจักรของพระเจ้าทองม้วน แมวสีดำสลับขาวก็เช่นกัน พระเจ้าทองม้วนได้ทรงสั่งสอนลูกแมวของพระองค์ให้เรียกชื่อพวกเหมียวชัดเจนทุกตัว
“ขอให้ลูกหลานของข้าจดจำเอาไว้” พระเจ้าทองม้วนทรงย้ำเตือน “ผู้รับใช้ของเราจะเอาสิ่งของที่เราต้องการมาให้ทันที เมื่อเราเรียกเขาว่าเหมียว เหมียวๆ อาจจะเสียงสูงขึ้นมาว่า เมี้ยวๆ ก็ได้เช่นกัน”
วัฒนธรรมอีกอย่างที่เหมือนกันทุกเผ่าพันธุ์แมวก็คือ การแสดงความเป็นเจ้าของผู้รับใช้ด้วยการเอาเนื้อตัวไปถูกับเนื้อตัวของคน (ต่อไปจะเรียกผู้รับใช้ว่าคน เพื่อไม่ให้เกิดสับสน) ขณะที่ถูกก็ปล่อยกลิ่นประจำตัวไว้ด้วยจะได้จำได้
“นี่เป็นสิ่งสำคัญ” พระเจ้าทองม้วนทรงตรัสกับลูกๆแมว “เราปล่อยกลิ่นเอาไว้จะได้รู้ว่านี่เป็นผู้รับใช้ของเรา ถ้าจะให้จำรูปร่างหน้าตาจำไม่ไหวหรอก พวกคนมีมากมายและรูปร่างหน้าตาเหมือนกันหมด ต้องอาศัยกลิ่นที่พวกเราปล่อยไว้ตามเนื้อตัวเรื่องแต่งกาย เมื่อเจอเราก็จะจำได้ว่านี่เป็นคนของเรา”
ลูกๆแมวเกิดใหม่ฟังด้วยความสนใจ มีบางตัวที่ชอบสนุกหันไปเล่นกัน จนพระประมุขแห่งราชอาณาจักรแมวซอย 6 (ผู้รับใช้เรียกเสมอๆว่าแก๊งค์ซอย 6) ต้องส่งเสียงดุ
“พวกเจ้าอย่ากลัวผู้รับใช้ เมื่อเป็นผู้รับใช้เราเขาจะจงรักภักดีพวกเรา คอยดูแลให้พวกเรากินอยู่หลับนอนสบาย พวกเจ้าที่เป็นแมวเด็กๆ ต้องหัดแสดงความเป็นเจ้าของเขาไว้บ่อยๆ ทุกวันยิ่งดี ตอนเขาเอาอาหารมาเลี้ยงเรา”
พวกแมวเด็กๆเชื่อฟังพระกระแสรับสั่งของพระเจ้าทองม้วน จึงปรากฏว่าต่อมาพวกแมวเด็กที่กำลังซุกซน ต่างแย่งกันเคล้าแข้งเคล้าขาปล่อยกลิ่นใส่คนขนานใหญ่ เป็นที่สนุกสนานของแมวรุ่นโจ๋ เป็นอย่างยิ่ง
ส่วนคนนั้น เมื่อเห็นแมวเด็กๆมาเคล้าแข้งเคล้ายิ่งชอบใจใหญ่ ยิ้มหน้าบาน พูดเสียงอ่อนเสียงหวานจนฟังแล้วพาลจะอ้วก
“เออๆ แหมา น่ารักจริงนะเจ้าแมวน้อย ไม่เห็นเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย หิวหรือจะ โอ๋ๆมามะ แม่จะเอาอาหารเปียกมาให้”
พวกแมวเด็กได้ยินคำว่าอาหารเปียกก็หูผึ่ง ต่างรุมเร้าเข้าไปกันใหญ่ เพราะอยากกินอาหารเปียก แต่ละตัวก็เบื่ออาหารแห้งที่อัดเป็นเม็ดๆเต็มที แข็งจนฟันแทบหลุด รสชาติก็ไม่มี นานๆได้กินอาหารเปียกจึงดีใจเป็นธรรมดา
เมื่อเห็นแมวเด็กรุมเข้าใส่ ปล่อยกลิ่นแสดงความเป็นเจ้าของกันจ้าละหวั่น คนยิ่งมีความสุข หัวเราะเสียงดัง
“เออๆ ค่อยๆจ้ะ ไม่ต้องแย่งกัน มีให้กินทุกตัวเลยนะ”
แล้วลูกแมวก็ได้รู้ว่า สิ่งที่สมเด็จพ่อทองม้วนสอนไว้นั้น เป็นจริงจริงๆ เพราะได้กินอาหารเปียกด้วยกันทุกตัวจนอิ่ม
ตั้งแต่นั้นมา กิจกรรมของแมวเด็กในราชอาณาจักรแมวของพระเจ้าทองม้วนก็คือ แย่งกันปล่อยกลิ่นใส่ผู้รับใช้ในบ้านซึ่งมีด้วยกันสามคน โดยเฉพาะคนเล็กที่สุดที่คนเรียกว่า “ลูกสาว” นั้นจะชอบเป็นพิเศษ เพราะถ้าเป็นผู้เอาอาหารมาให้ทีไร จะให้กินแบบไม่อั้น
“รักษาวัฒนธรรมอันดีของเราไว้ อย่าให้หายไป นี่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษแมวได้ให้ไว้ เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมแบบยั่งยืน
นี่เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งของพระเจ้าทองม้วนกับพระราชวงศ์ของพระองค์ ที่มีประชากรแมวอยู่นับสิบตัว อาณาจักรพระเจ้าทองม้วนคือซอย 6 มีผู้รับใช้ 3 คน และพสกนิกรของพระเจ้าทองม้วนต่างรักษาวัฒนธรรมของแมวไว้อย่างเข้มแข็ง ไม่เผลอไปรับวัฒนธรรมของหมาเข้ามาเป็นของแมวอย่างเด็ดขาด
นี่เป็นเพียงเริ่มต้น ยังมีเรื่องราวอีกมาก โปรดรออ่านต่อๆไป.
โกศล อนุสิม
ยังไม่มีความเห็น
